ตำบลเวียงยอง มีฐานะเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกวงแม่น้ำสาร ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำกวง เป็นชุมชนชาวยองที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การตั้งชุมชนและถิ่นฐาน มีภาษาพูดเป็นของตนเองมีสำเนียงคล้ายชาวลื้อ สิบสองปันนาและชาวเขิน เชียงตุง ที่เรียกว่าชาวยอง เพราะอยู่ลุ่มน้ำยองที่เรียกว่าเขินหรือขืน ....
Previous
ตำบลเวียงยอง มีฐานะเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกวงแม่น้ำสาร ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำกวง เป็นชุมชนชาวยองที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การตั้งชุมชนและถิ่นฐาน มีภาษาพูดเป็นของตนเองมีสำเนียงคล้ายชาวลื้อ สิบสองปันนาและชาวเขิน เชียงตุง ที่เรียกว่าชาวยอง เพราะอยู่ลุ่มน้ำยองที่เรียกว่าเขินหรือขืน เมื่อปี พ.ศ.2348 ปลายสมัยรัชกาลที่ 1 ลำพูนหรือหริภุญชัยเป็นบ้านร้างเมืองร้างเป็นส่วนมากมีผู้คนอาศัยอยู่น้อย เนื่องจากถูกคุกคามด้วยไข้ทรพิษผู้คนได้อพยพไปอยู่ที่อื่นเสียเป็นส่วนมากวัดวาอารามรกร้างว่างเปล่า พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ลงไปเฝ้ารัชกาลที่ 1 และได้กราบทูลว่าปัจจุบันลำพูนเป็นบ้านร้างเมืองร้างมีผู้คนน้อยเต็มทีควรจะทำอย่างไรดี รัชกาลที่ 1 ทราบและตรัสตอบว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปกวาดต้อนเอามา พอพระเจ้ากาวิละกลับถึงเมืองเชียงใหม่ก็ได้มีพระบัญชาให้พระมหาอุปราชบุณฑวงค์ (บุญมา) พระอนุชาให้ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนเมืองยอง พอใกล้จะถึงเมืองยองก็ได้ตั้งทัพอยู่นอกเมืองแล้วและส่งพระราชสาส์นถึงเจ้าหลวงเมืองยองว่า บัดนี้ เราพระมหาอุปราชแห่งนครเชียงใหม่ ได้รับบัญชาจากพระเจ้ากาวิละได้ยกทัพมาถึงนอกเมืองนี้แล้ว จะทำการรบหรือจะยอมสวามิภักดิ์เสียโดยดีส่วนเจ้าหลวงเมืองยองคิดว่าเรามีน้อย ยอมเขาเสียเถิด จึงได้ตอบพระราชสาส์นไปว่าเมืองยองไม่ประสงค์จะทำการรบ จึงขอให้พระมหาอุปราชยกทัพเข้ามาในเมืองยองได้เลย พระมหาอุปราชพักอยู่ในเมืองยองนาน 1 เดือน จึงได้ยกทัพไปตีเมืองยู้ เมืองหลวย เมืองลวง เมืองวะ เชียงของ และกวาดต้อนเอาผู้คนมาพอกลับมาถึงเมืองยองก็ได้ประกาศว่า บัดนี้เราจะเอาพวกท่านทั้งหลายไปอยู่เมืองลำพูน ถ้าใครไม่ไปให้โกนหัวเสีย ผู้คนเมืองยองกลัวจะได้มาเมืองลำพูนกัน ต่างพากันโกนหัวเสียเป็นส่วนมาก คงเหลือแต่เพียงเล็กน้อยที่สมัครใจมา ฝ่ายพระมหาอุปราชคิดว่าถ้าเราเอาพวกไม่โกนหัวไม่เอาพวกนี้หัวแข็งเราจะเอาคนหัวอ่อนที่โกนหัวนั่นแหละไป พวกนี้ว่าง่ายสอนง่าย จึงได้พากลับมา ประมาณเดือนหนึ่งมาถึงเมืองลำพูน สมัยนั้นเรียกว่าสมัยเก็บผ้าใส่ซ้า เก็บข้าเข้าเมือง เจ้ากาวิละได้นำผู้คนที่กวาดต้อนมาจากเมืองลวงไปอยู่ดอยสะเก็ด เรียกว่า ลวงเหนือ ลวงใต้ จนถึงปัจจุบัน ส่วนคนเมืองผู้ก็ให้ไปอยู่ที่บ้านยู้ บ้านหลวยจนถึงปัจจุบัน ส่วนคนเมืองยองให้อยู่กระจัดกระจายไปทั่วเมืองลำพูน พระเจ้ากาวิละคิดว่าเจ้าหลวงเมืองยองนี้ดียอมสวามิภักดิ์โดยดี จึงได้สร้างเวียงยองขึ้นที่ฝั่งแม่กวงด้านตะวันออกของเมืองลำพูนให้เจ้ายองอยู่ เจ้าก็ให้เป็นเจ้าเหมือนเดิม
เอกลักษณ์ผ้าทอเมืองลำพูน
การทอผ้ายกดอกของเมืองลำพูน นิยมใช้เส้นไหมในการทอ จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” แต่เดิมทำการซื้อไหมจากจังหวัดอื่น เช่น เพชรบูรณ์ ฯลฯ โดยนิยมลทอเป็นลวดลาย เช่น ลายดอกพิกุลเล็ก ลายดอกพิกุลใหญ่ ลายก้างปลา ลายต้นสน หรือในบางผืนก็จะมีการทอลายแบบผสมผสานกัน ในปัจจุบันการทอผ้าไหมยกดอกลำพูนเป็นมรดกทางหัตถกรรมที่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานและมีการขยายแหล่งทอผ้าไปยัง อำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวช้าง จึงทำให้จังหวัดลำพูนเป็นศูนย์กลางการทอผ้าไหมยกดอกแหล่งสำคัญของประเทศไทย ผ้ายกดอกมีลักษณะเด่น คือ ในผืนผ้าจะมีลวดลายในตัว โดยผิวสัมผัส ผ้ายกดอก จะมีความนูน ของผืนผ้า แต่ละชิ้น แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลวดลาย แต่ละลาย ส่วนใหญ่ลายจะใช้ฝ้าย หรือไหมสีเดียวกัน ตลอดทั้งผืนบางครั้ง อาจมีการจกฝ้าย เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความโดดเด่น ในส่วนของประวัติการทอผ้า คนลำพูนมีการทอผ้าใช้เองมาแต่อดีตอันยาวนาน โดยเฉาะการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาวยอง (ไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเชียงตุง ในประเทศพม่า) ในกลุ่มชนชั้นสูงที่วัตถุดิบเป็นเส้นไหมมากกว่าที่จะเป็นเส้นฝ้ายที่ใช้กันในชนชั้นล่างลงไป กาลเวลาล่วงเลยผ่านมานับร้อยปี การทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายยังมีการประยุกต์ใช้กันอยู่แต่เป็นการทอเป็นลวดลายไม่วิจิตรนัก จวบจนกระทั่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระธิดาในพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้พระราชทานทูลขอพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 6 เสด็จกลับเชียงใหม่ ทรงได้นำความรู้ ที่เรียนรู้มาจากราชสำนักส่วนกลางขณะประทับ ณ วังหลวงในกรุงเทพฯ มาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ลวดลาย และได้ฝึกหัดคนในคุ้มเชียงใหม่ให้ทอผ้ายก โดยเพิ่มลวดลายลงในผืนผ้าไหม ให้พิเศษขึ้น คือเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็น ดิ้นเงิน ดิ้นทอง การเก็บลายจึงต้องใช้ตะกอเพื่อให้สามารถทอลวดลายที่สลับซับซ้อนประณีต งดงามได้ เทคนิคการทอนี้ว่า ยกดอกเพื่อนำไปถวายเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในภาคกลางและทรงใช้ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยทรงเป็นพระญาติกับเจ้าเมืองลำพูน จึงทรงถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้ายก ที่มีลวดลายสวยงามแปลกตาและวิจิตรบรรจงให้แก่เจ้าหญิงส่วนบุญพระราชชายาของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย) และเจ้าหญิงลำเจียก (พระธิดาเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์) ทั้งสองพระองค์จึงได้นำความรู้การทอผ้ายกมาฝึกคนในคุ้มหลวงลำพูน และชาวบ้านได้เรียนรู้การทอผ้ายกจากคนในคุ้มจนมีความชำนาญและมีการเผยแพร่ทั่วไปในชุมชนต่าง ๆ โดยได้มีการฝึกหัดชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงจนมีความรู้เรื่องการทอผ้าไหม ยกดอกเป็นอย่างดี ทรงฟื้นฟูผ้าไหมยกดอกลำพูน โดยทรงดัดแปลงให้ผ้าไหมมีความวิจิตรสวยงามยิ่งขึ้น โดยทรงใช้เทคนิคภาคกลางมาประยุกต์และทอกันมากในตำบลเวียงยอง และบริเวณใกล้เคียงที่เป็นชุมชนของเจ้านายยองในอดีต